You are using an outdated browser. For a faster, safer browsing experience, upgrade for free today.
ไทย ไทย
ไทย (บาท)

BKK AUDIO Co., Ltd. (Head Office)

  • ยังไม่มีสินค้าในตระกร้า!

SONOMA - Model One (M1) Electrostatic Headphones + DAC
  • ผู้ผลิต: SONOMA
  • รหัสสินค้า: SONOMA - Model One (M1) Electrostatic Headphones + DAC
  • สถานะสต๊อก: มีสินค้าในสต๊อก
฿218,000

เทคโนโลยี

รสนิยมผมไม่มีอะไรซับซ้อน ผมจะพอใจกับอะไรที่เป็นที่สุดเท่านั้น

-Oscar Wilde-

ในระหว่างการออกแบบพัฒนาระบบหูฟัง Electrostatic Sonoma Model One (M1) มีการใส่ใจในทุกรายละเอียดอย่างยิ่งยวดเพื่อให้ระบบเสียงบรรลุบรรทัดฐานที่สำคัญที่สุด 2 ประการ

1 เพื่อถ่ายทอดเสียงแบบรายละเอียดสูงซึ่งให้คุณภาพเสียงที่ไร้การเปรียบเทียบ

2 เป็นที่สุดของความสบายในการสวมใส่

HEADPHONES

HPEL Transducer

เทคโนโลยีที่ใช้และประโยชน์ที่ได้รับ

ตัวขับเสียงในอุดมคติควรจะต้องปราศจากมวลเพื่อการตอบสนองต่อทุกสัญญาณได้อย่างฉับพลันทันท่วงที มีการ damping ที่สมบูรณ์แบบ ไม่มีความเพี้ยนและให้ความเป็นเชิงเส้นโดยสมบูรณ์ จวบจนกระทั่งปัจจุบันเทคโนโลยีที่เข้าใกล้ลักษณะเสียงที่กล่าวมาได้มากที่สุดคือระบบเสียงแบบ Electrostatic ที่มีการพัฒนาขึ้นเมื่อเกือบ 60 ปีที่แล้ว หูฟังแบบ Electrostatic เป็นตัวเลือกของนักฟังผู้พิศมัยความเป็นสุดยอดเสมอมาจากอดีตจวบปัจจุบัน วันนี้การพัฒนายังคงดำเนินต่อและเป็นไปด้วยความเข้มข้น หนึ่งในการพัฒนาที่โดดเด่นคือตัวขับเสียง High-Precision Electrostatic Laminate (HPEL) ของ Warwick Audio Technologies (WAT) แห่งสหราชอาณาจักร โดยที่ผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกที่ใช้เทคโนโลยีนี้คือระบบหูฟัง Sonoma M1 หูฟัง Electrostatic ทั่วไปนั้นประกอบไปด้วยแผ่น Membrane บางๆ (เคลือบด้วยตัวนำ) ซ้อนอยู่ในตะแกรงโลหะนำไฟฟ้าที่ประกบทับโดยมีช่องว่างขนาดเล็กระหว่าง Membrane และตะแกรงโลหะ มีไฟ DC แรงดันสูงเลี้ยงที่แผ่น Membrane และสัญญาณเสียงจะผ่านเข้ามาทางตะแกรงโลหะ เป็นผลให้แผ่น Membrane เกิดการขยับตัวตามสัญญาณที่ป้อนเข้ามา ก่อให้เกิดเสียงที่เราได้ยินกัน แน่นอนว่าการที่เสียงที่เกิดจากการขยับตัวของ Membrane จะถูกส่งผ่านไปยังปลายทางได้ จำเป็นต้องมีช่องผ่านเสียงที่ดีเพื่อให้การเคลื่อนตัวของเสียงเป็นไปโดยสมบูรณ์

ในขณะที่ HPEL ใช้ Laminated Film ที่บางและยืดหยุ่นได้ที่ส่วนหน้าของตะแกรงโลหะ โดยที่แผ่น Laminate นั้นจะติดอยู่กับแผ่นฉนวนที่ทำจาก Formex แผ่นฟิล์มถูกขึงให้ตึงอย่างพอดีด้วยเครื่องจนมีลักษณะเป็นหนังกลองเกิดขึ้นในแต่ละเซลล์ และแผ่น Mesh สเตนเลสนั้นก็ทำหน้าที่เป็นส่วนท้ายของตะแกรงโลหะ เมื่อมีสัญญาณเสียงผ่านเข้ามาตกกระทบกับแรงดันไบอัสที่ 1350 โวลท์ “Drum-skins” หรือหนังกลองก็จะเกิดการสั่นที่ส่วนหน้าของตะแกรงโลหะซึ่งก่อให้เกิดเสียงซึ่งแตกต่างจากระบบ Electrostatic ทั่วไปที่เสียงจากระบบ HPEL นั้นจะไปวิ่งผ่านตะแกรงโลหะ ซึ่งแน่นอนว่าเสียงที่ปราศจากการตกกระทบกับสิ่งขวางกั้นย่อมมีความบริสุทธิ์เที่ยงตรงกว่า

ผลพวงจากความสำเร็จนี้มาจาก Finite-Element Analysis Software ซึ่งเป็นซอฟท์แวร์ที่ WAT พัฒนาขึ้นใช้เป็นการเฉพาะ ซึ่งสามารถที่จะปรับจูนลักษณะเสียงของ “Drum-skins” ให้มีการตอบสนองความถี่ที่หลากหลาย ครอบคลุมพื้นที่ความถี่เสียงทั้งหมดโดยแต่ละเซลล์นั้นเป็นอิสระในการทำงานของตัวเอง แต่จะถูกขับในแบบขนาน ผลที่เกิดขึ้นคือเสียงในแต่ละเซลล์จะมารวมตัวกันเป็นเสียงที่ครบย่านในพื้นที่ว่างโดยปราศจากการตีรวนกันทางเสียง ดังที่เกิดขึ้นกับตัวขับเสียงแบบพื้นที่เดี่ยว

แผ่น Laminate ที่บางเบาทำให้การตอบสนองความถี่เป็นไปอย่างยอดเยี่ยม เสียงสูงสามารถทอดตัวไปได้ไกลเกิน 60 KHz ส่งผลให้ตัวขับเสียง HPEL เป็นสุดยอดตัวขับเสียงด้านการตอบสนองสัญญาณฉับพลันและพื้นที่การกระจายเสียงก็ได้ถูกปรับจูนเพื่อการถ่ายทอดความถี่เสียงได้กว้างเต็มย่านเสียง และด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย ตัวขับเสียง HPEL นั้นมีความสม่ำเสมอในการทำงานเทียบเท่ากันทุกตัว (มีความต่างน้อยกว่า +/- 0.8 dB ระหว่างแชนแนลซ้ายและขวา) อีกทั้งความเรียบง่ายในโครงสร้างของ Sonoma นั้นทำให้เกิดความคงทนในการใช้งานสูงสุด

แน่นอนว่าตัวขับเสียงที่บางและเบานั้นมีความเสี่ยงต่อการหักงอสูง ดังนั้นระบบป้องกันที่ดีเยี่ยมจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยมีการใช้ “Polycarbonate cassette” ที่แข็งแรงและได้รับการออกแบบให้เอื้อต่อการทำงานสูงสุดของตัวขับเสียง

Injected Magnesium Ear-cups

Ear-cups Magnesium ฉีดขึ้นรูป

เมื่อเทียบกับอลูมินั่ม แม็กนีเซียมมีน้ำหนักเพียง 1/3 ของอลูมินั่มและมีคุณสมบัติด้านการ Damping ทางเสียงที่เหนือกว่า แม็กนีเซียมมีอัตราส่วนความแข็งแรงต่อน้ำหนักที่ดีเยี่ยม มีความแกร่งและมีคุณสมบัติป้องกันคลื่นรบกวน EMI/RFI ได้โดดเด่น จากคุณสมบัติที่กล่าวมาทำให้แม็กนีเซียมจึงเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมที่จะนำมาทำเป็นโครงสร้างของตัวขับเสียง HPEL เพื่อเป็นตัวเสริมคุณภาพโดยรวมให้ดียิ่งขึ้นไปอีก Ear-cups ของ M1 นั้นถูกฉีดขึ้นรูปด้วยแรงดันที่สูงมากโดยเครื่องมือที่มีความทันสมัยและให้ความเที่ยงตรงในเนื้องานสูงสุด น้ำหนักของหูฟังนั้นถือว่าเบามากสำหรับหูฟัง Electrostatic โดยมีน้ำหนักเพียง 303 กรัม ซึ่งเป็นผลโดยตรงกับความสบายในการสวมใส่ สกรูและตัวรัดทำจากสเตนเลสคุณภาพสูงเพื่อความแข็งแกร่งและทนทานต่อการเสื่อมสภาพ

Handmade Cabretta Sheepskin Ear & Headband Pads

Ear & Headband Pads ทำด้วยมือจากหนังแกะ Cabretta

ความสบายในการสวมใส่ถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่งสำหรับหูฟัง เราต้องการให้ผู้ใช้งาน M1 ได้รับความสะดวกสบายสูงสุดสำหรับการฟังระยะยาว หูฟังที่คุณภาพเสียงยอดเยี่ยมอีกทั้งยังมีน้ำหนักเบา แต่หากไร้ความสบายในการสวมใส่แล้วก็คงไม่ถือเป็นหูฟังที่ดีได้เต็มปาก เพื่อให้การสวมใส่เป็นไปด้วยความสุนทรีย์ M1 ใช้ หนังแกะ Cabretta เกรดสูงสุดสำหรับทำ Ear-pads หนัง Cabretta นั้นมีชื่อเสียงมากในด้านความนุ่มละมุน เบาสบายและความทนทานในการใช้งาน หนังแกะที่ใช้ใน M1 นั้นมาจากประเทศเอธิโอเปียก่อนจะมาผ่านกระบวนการ Tanning ที่สหราชอาณาจักรโดย Pittards ที่อยู่ในวงการนี้มาตั้งแต่ปี 1826 และท้ายสุด Pads นั้นจะถูกนำไปทำการเย็บเข้ารูปที่ประเทศเยอรมัน

Nylon 12 Headband

เป็นเรื่องสำคัญที่ Headband ของหูฟังต้องให้ความยืดหยุ่นในการใช้งานได้ดีเยี่ยม สามารถปรับให้มีความพอดีกับสรีระที่แตกต่างกันของผู้ใช้ และต้องมีความคงทนต่อการใช้งานอย่างจริงจังที่ยาวนาน เพราะหูฟังนั้นเป็นอุปกรณ์ที่ต้องมีการสวมเข้า-ถอดออกอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นเราจึงเลือกใช้วัสดุ Nylon 12 (Polymide 12) ซึ่งให้ความยืดหยุ่นที่ยอดเยี่ยม และยังคงมีความแข็งแรง ทนทานต่อการใช้งานในระยะยาว นอกจากนี้ Nylon 12 ยังช่วยในด้านการควบคุมแรงสั่นและสัญญาณรบกวนให้อยู่ในระดับต่ำ ไม่รบกวนการทำงานของตัวขับเสียง ด้านในของ Headband ยังประกอบไปด้วยชิ้นส่วนที่ทำจากสเตนเลสที่ได้รับการเคลือบ Vapor-Deposited Titanium เพื่อความทนทานและความนุ่มนวลในการใช้งาน

Custom Low-Capacitance Cable

สายคัสตอมชนิด Low-Capacitance

หูฟัง Electrostatic มีโหลดการทำงานกับภาคขยายที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากหูฟังประเภทอื่นๆ และไม่สามารถที่จะใช้สายทั่วไปต่อใช้งานได้ ดังนั้นจึงเกิดความร่วมมือกันระหว่างผู้ผลิต M1 กับ Straight Wire Inc. เพื่อพัฒนาสายคุณสมบัติพิเศษเพื่อการใช้งานกับ M1 โดยเฉพาะ โดยมีบรรทัดฐานในการสร้างดังนี้

  1. มีค่า Capacitance ต่ำสุด
  2. สัญญาณรบกวนจากกลไกการทำงานต่ำสุด
  3. มีความบริสุทธิ์ในการส่งผ่านสัญญาณสูงสุด
  4. สายต้องมีขนาดบาง เบาและมีความยืดหยุ่นสูง

การจัดการสิ่งหนึ่งสิ่งใดจากหัวข้อที่กล่าวมานั้นไม่ใช่ปัญหา แต่การที่จะทำให้บรรลุผลทั้งหมดจากที่กล่าวมานั้นเป็นเรื่องที่ท้าทาย เพราะการได้มาในหนึ่งอย่างอาจต้องเสียไปในอีกอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของความ “บาง เบาและมีความยืดหยุ่นสูง”

โครงสร้างสายเป็นชนิดทองแดงบริสุทธิ์ชุบเงิน (OFHC) แบบ Multi-Strands ฉนวนทำจาก Foamed Polyethylene เนื่องด้วยคุณสมบัติที่มีค่าคงที่ไดอิเล็คทริคสูง อีกทั้งยังมีการ Damping ที่ดี สายกราวด์เป็นแบบแยกอิสระของแชนแนลซ้ายและขวา ไม่มีการใช้งานร่วมกัน ภายในสายมี Fiber Filler ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแยกตัวนำให้อยู่ห่างกันมากที่สุดเพื่อลด Capacitance และการรบกวนข้ามช่อง อีกทั้งยังช่วย Damp สายไม่ให้เกิด Microphonics และเพื่อความแข็งแกร่งสูงสุด มีการถักเส้นใย Kevlar ถึง 2 ชั้นเพื่อเสริมความแข็งแรงของสาย ผลจากการจัดการทุกสิ่งที่กล่าวมาทำให้ค่า Capacitance ของสายลดลงเหลือเพียง 50 pF/m ที่ส่วนของแอมป์ แจ๊คจะถูกแยกออกจากตัวถัง (ไม่เชื่อมต่อทางไฟฟ้า) และคอนเน็คเตอร์หูฟังจะเป็นแบบเสียบ-ล็อค เพื่อความมั่นคงปลอดภัยในการใช้งาน มีการติดตั้ง Sense Loop ภายในสายเพื่อที่ว่าในยามที่สายถูกถอดออกมาไม่ว่าจะฝั่งแอมป์หรือด้านหูฟัง แอมป์จะทำการปิดตัวเองโดยอัตโนมัติ

ENERGIZER & DAC

Discrete Single-Ended Class-A Amplifier

Energizer & DAC

แอมป์คลาส A ซิงเกิ้ลเอนด์แบบ Discrete

เช่นเดียวกับตัวขับเสียงระบบ Electrostatic ทั้งหลาย HPEL จำเป็นต้องใช้แอมป์ High-Voltage ขับเสียง ในกรณีของ M1 ภาคขยายหรือแอมป์เป็นชนิด Single-Ended Discrete Fet Class A คุณภาพสูงที่มีความเพี้ยนสัญญาณต่ำมาก ให้การตอบสนองความถี่ที่กว้าง มีความสมบูรณ์แบบทางด้านเทคนิคในการทำงานร่วมกับ HPEL ภาคขยายถูกออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อให้สามารถขับ Capacitive load ของตัวขับเสียง Electrostatic ภาคเอาท์พุทเป็นแบบ Class A ที่ทำงานที่จุดไบอัสไฟระดับสูง ซึ่งให้ค่า slew-rate ที่สูงมากและส่งผลให้การถ่ายทอดสัญญาณมีความเป็นเชิงเส้นสูง

ภาคขยายสัญญาณมีความสามารถในการขยายแรงดันได้สูงถึง 145 Vrms ซึ่งจะสอดคล้องกับไฟ DC Bias ที่ 1350 V. แม้ระบบการทำงานจะใช้กระแสในปริมาณต่ำ แต่ก็ได้รับการชดเชยด้วยระดับ High-Voltage ที่สูงมากและส่งผลให้เกิดแรงขับที่ทรงพลัง (สำหรับแอมป์หูฟัง) ที่เอาท์พุทของแอมป์ นอกจากนี้ยังมีการใช้อุปกรณ์คุณภาพสูงทั่วทั้งวงจรเพื่อที่สามารถรองรับการทำงานของภาคขยายที่ทรงพลังระดับนี้ได้โดยปราศจากปัญหาข้างเคียง

“ระบบเสียงที่มีเป้าหมายหลักคือเสียงที่เป็นธรรมชาติอย่างที่สุด การเลือกใช้วงจรที่เรียบง่ายแบบ Single-Ended Class A คือทางเลือกที่ถูกต้อง”

-Nelson Pass

FET มักถูกบอกกล่าวกันว่าให้เสียงคล้ายคลึงกับหลอดสุญญากาศในขณะที่มีความเที่ยงตรงและคงทนในการใช้งานแบบ Solid-state สำหรับ M1 FET ที่เลือกใช้งานเป็นของ IR ที่ได้รับการคัดเลือกมาโดยเฉพาะ อุปกรณ์พาสซีฟอื่นๆ ที่ใช้ล้วนแล้วแต่มีคุณภาพสูง ได้รับการคัดสรรมาเป็นอย่างดีเพื่อรองรับการใช้งานกับระบบเสียงระดับที่ไร้การประณีประนอมทางคุณภาพ อาทิ AVX, Bourns, Vishay และอื่นๆ

เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าวงจรจะปลอดการรบกวนจากสัญญาณรบกวนทุกรูปแบบ การใช้แชสซี Machined Aluminum จึงเป็นทางเลือกที่ดูมีเหตุผลเพราะมีคุณสมบัติในการเป็นชีลด์ที่ดีคือป้องกันการรบกวนของคลื่นสัญญาณต่างๆ (ที่ไม่ได้รับเชิญ) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แอมป์ประกอบไปด้วยช่องอินพุทสำหรับใช้งานต่างๆ ดังนี้

  1. USB 2.0 (Digital)
  2. Coaxial SPDIF (Digital)
  3. High-Level RCA (x 2) Jacks (Analog)
  4. Low-Level 3.5 mm. Stereo Jack (Analog)

ช่องอินพุท USB 2.0 รองรับการเล่นไฟล์แบบรายละเอียดสูงที่ระดับสูงสุด 32 bit/384 KHz PCM และ DSD ผ่าน DoP (DSD 64/ DSD 128) ขณะที่อินพุท SPDIF นั้นรองรับไฟล์ PCM ทุกฟอร์แมทที่ระดับสูงสุด 24 bit/ 192 KHz

อินพุท High-Level RCA ให้ระดับสัญญาณอินพุทสูงสุดที่ 2.1 V (RMS) ขณะที่ Low-Level Jack ขนาด 3.5 มม. ให้ระดับสัญญาณสูงสุดที่ 850 mV (RMS)

ESS SABRE Reference DAC

ESS SABRE Reference DAC

M1 ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการใช้งานในแบบระบบเสียง Hi-Res คุณภาพสูง ฉะนั้นจึงเลือกใช้ชิพ DAC คุณภาพสูงสุดระดับอ้างอิงของ ESS ซึ่งเป็นชิพ 32 bit Reference DAC มีการใช้ชิพ DAC แบบสเตอริโอถึง 2 ตัวเพื่อทำงานในโหมด Mono แบบพิเศษ ที่ให้ค่าอัตราส่วนเสียงต่อสัญญาณรบกวนสูงถึงระดับ 129 dB

Custom 64-bit Fixed-Point Digital Signal Processing

คงเคยเห็นกันบ่อยครั้งสำหรับกราฟแสดงการตอบสนองความถี่ของลำโพงและแอมป์ที่มักแสดงความถี่เริ่มต้นจากหลักไม่กี่สิบ Hz ยาวไปจนถึงระดับ 20 KHz หรือมากกว่า ซึ่งการตอบสนองความถี่ที่ราบเรียบเสมอกันในทุกความถี่นั้นเป็นเป้าหมายอันสูงสุดของการออกแบบสร้างอุปกรณ์เหล่านั้น โดยหากเป็นแอมป์ก็จะบรรลุเป้าหมายได้ไม่ยากเย็นนัก แต่หากเป็นลำโพงก็มักจะมีความยากลำบากในการไปให้ถึงเป้าหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งการวัดผลในโลกแห่งความเป็นจริงที่ใช้ห้องฟังจริง (ไม่ใช่ทดสอบกันในAnechoic Chamber) และยิ่งยากลำบากมากขึ้นสำหรับหูฟังเพราะรูปแบบการแพร่กระจายเสียงของหูฟังกับหูคนเรานั้นมักห่างไกลกับความราบเรียบในการตอบสนองสัญญาณในแบบอุดมคติ หรือที่รู้จักกันในนามของ Head-Related Transfer Function (HRTF) และที่แย่ไปกว่านั้น HRTF ยังสามารถเปลี่ยนแปลงผกผันได้ตามทิศทางที่คลื่นเสียงตกกระทบ

และที่ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นไปอีกก็คือ ไม่มีบรรทัดฐานอะไรที่เป็นสากลที่ระบุไว้ว่า หูฟังแบบไหนควรจะตอบสนองความถี่ได้เท่าใด ถ้าดูตามที่เป็นมาแต่ในอดีตจะพบว่ารูปแบบการฟังทดสอบลำโพง/ ตัวขับเสียงจะมี 2 แบบ คือ Free Field และ Diffuse Field Free Field นั้นเปรียบได้กับการฟังลำโพงหนึ่งคู่ในห้องเก็บเสียงซึ่งมีนักฟังน้อยคนมากที่ใช้วิธีนี้ในการฟังเพลง ในขณะที่ Diffuse Field นั้นเปรียบได้กับการฟังลำโพงหนึ่งคู่ในห้องที่ไม่มีการเก็บเสียงซึ่งจะเต็มไปด้วยเสียงที่ตกกระทบกันไปมามากมาย ซึ่งดูจะใกล้เคียงกับโลกแห่งความเป็นจริงมากกว่าแบบแรก แต่ความจริงก็คือยังไม่ใช่แนวทางที่ควรยึดถือปฏิบัติ

“การตอบสนองความถี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการวัดคุณภาพเสียงของอุปกรณ์ทางเสียงทุกชนิด หากผลออกมาแย่ก็ไม่มีอะไรจะช่วยให้กลับมาดีได้เลย”

-Floyd Toole

จากการศึกษาพบว่าผู้ฟังนั้นชอบอะไรที่แตกต่างออกไปและออกจะไปในแนวทางที่ว่าชอบการฟังเพลงจากลำโพงที่ตอบสนองความถี่ได้ราบเรียบ ในห้องฟังที่มีการจัดการด้านเสียงเป็นอย่างดี และนี่ถือว่าเป็นบรรทัดฐานที่เรานำมาใช้กับ M1 คือเป้าหมายของการตอบสนองความถี่ของ M1 นั้นอยู่ในเงื่อนไขของการปรับจูนที่เหมาะสมและยอมรับได้ ซึ่งก็คือที่มาของการตอบสนองความถี่แบบ “Psedo-Diffuse Field Response”

สำหรับการวัดผลทดสอบการตอบสนองความถี่ของหูฟัง M1 เราใช้สัญญาณดิจิตอลที่ผ่านการประมวลผลด้วยระบบ Custom 64 bit Double-Precission Fixed-Point Arithmetic ที่ทำงานด้วยโปรเซสเซอร์คุณภาพสูง Multi-Core XMOS ที่เป็นที่รู้กันในวงการว่าการประมวลผลแบบนี้นั้นดีที่สุดและการที่เราใช้ระบบ 64 bit Arithmetic กับ Sonoma M1 นั้น ก็เท่ากับว่าได้ใช้ระบบที่มีคุณภาพสูงกว่าระบบของมืออาชีพส่วนใหญ่ไปแล้วด้วยซ้ำ

Filter ที่ใช้ในวงจร DSP นั้นเป็นแบบ Minimum-Phase มีการ Roll-off ความถี่แบบค่อยเป็นค่อยไปและได้รับการจัดการให้มี Time-Domain Response ที่ยอดเยี่ยม

ผลที่ต่อเนื่องจากการใช้ระบบประมวลผลแบบ 64 bit DSP ที่มีความเที่ยงตรงสุดยอดนั้น ทำให้เราสามารถต่อยอดพัฒนาระบบโวลลุ่มดิจิตอลแบบ Fully-Digital Interpolated Volume Control ที่มีคุณภาพเหนือกว่าโวลลุ่มแบบอนาล็อกแท้และ Stepped Attenuators ที่เราได้ทดสอบเปรียบเทียบ ซึ่งประโยชน์ที่ได้รับประกอบไปด้วย

  1. ไม่มีการสูญเสียคุณภาพเสียงและ Dynamic Range
  2. สัญญาณเสียงซ้ายและขวาเท่ากันโดยสมบูรณ์
  3. ไม่มีการใช้งานโวลลุ่มแบบ Potentiometer/ Attenuator ที่ไม่ค่อยมีความคงเส้นคงวาด้านความเป็น Linear
  4. ปราศจากเสียงรบกวนอันเกิดจากหน้าสัมผัสของโวลลุ่ม เช่น เสียงปุ๊ หรือ แป๊ะ

สรุปสั้นๆ ได้ว่ามันเสียงดีกว่าแบบอื่นที่ทดลองเปรียบเทียบกัน

AKM 32‑bit/384 kHz Premium ADC

จากความจำเป็นที่ต้องใช้ระบบ DSP เพื่อช่วยในการจัดการด้านการวัดการตอบสนองความถี่ สัญญาณอินพุททั้งหมดจะถูกแปลงเป็นสัญญาณดิจิตอล ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกจัดการโดยชิพ AKM 32-bit/ 384 KHz Premium ADC เนื่องจากแอมป์มีภาคอินพุททั้งแบบ Low-Level (3.5 มม.) และ High-Level (RCA) จึงมีการแยกช่องสัญญาณ ADC เพื่อให้สอดคล้องกับอินพุทที่ถูกเลือกใช้ มี 2 ทางเดินสัญญาณคุณภาพสูงแยกเป็นอิสระต่อกัน หนึ่งทางสำหรับ Low-Level Input และอีกทางสำหรับ High-Level Input ด้วยการจัดการลักษณะนี้ทำให้แต่ละช่องอินพุทสามารถให้ Dynamic Range ได้สูงสุด โดยค่า SNR ของภาค ADC ที่วัดได้นั้นสูงกว่า 120 dB เลยทีเดียว

Crystek Ultra-Low Phase-Noise Oscillator

Crytek Ultra-Low Phase Noise Oscillator

คุณภาพอันเป็นที่สุดของระบบเสียงแบบดิจิตอลนั้นสามารถวัดกันได้ที่คุณภาพของ Master-Clock ที่ใช้งาน Sonoma M1 เลือกใช้ Ultra-Low Phase Noise Oscillator ของ Crytek ที่จุดทำงาน 100 MHz Oscillator ตัวนี้มี Close-in Phase Noise ที่ต่ำมาก (น้อยกว่า 90 dBC/Hz) และมีปริมาณ Jitter ต่ำในระดับชั้นนำของวงการ ที่ระดับการทำงาน 100 MHz, 82 Femto seconds (82 x 10 -15 s) สัญญาณเวลาทั้งหมดของ M1 ได้รับการส่งต่อความเที่ยงตรงจาก Master-Clock ผ่านทาง Texas Instruments Frequency Dividers

Optimum PCB Layout

รูปแบบการจัดแผงวงจรที่สมบูรณ์แบบ

การใช้อุปกรณ์ชั้นเลิศแต่เพียงอย่างเดียวไม่อาจการันตีความยอดเยี่ยมทางเสียงได้ Sonoma M1 ได้รับการจัดการวางแผงวงจรอย่างพิถีพิถันเพื่อผลทางการทำงานที่ปราศจากสัญญาณรบกวนและความผิดเพี้ยนสัญญาณที่อาจเกิดขึ้น จากความพิถีพิถันในการจัดวางแผงวงจร ทำให้ M1 เป็นอุปกรณ์ที่วัดค่าสัญญาณรบกวนได้ต่ำอย่างน่าตกใจที่ -129 dB

CNC-Machined Aluminum Amplifier Enclosure


แชสซีทำจาก CNC-Machined Aluminum

เมื่อเปรียบเทียบกับหูฟัง M1 ที่ถูกสร้างขึ้นให้มีน้ำหนักเบาที่สุด แอมป์ M1 กลับหนักแน่นไปด้วยโลหะชั้นดีที่สวยงามและแข็งแกร่ง M1 Amplifier ใช้อลูมินั่ม 6063 คุณภาพพิเศษที่ผ่านกระบวนการ Extrusion จากนั้นจึงผ่านการขึ้นรูปโดยเครื่อง CNC ผนังด้านข้างของแอมป์มีความหนาขนาด 5/16 นิ้ว รวมถึงฝาบนที่มีความหนาเท่ากัน ฝาด้านข้างมีความหนา 1/2 นิ้ว ที่ฝาบนมีการเจาะรูระบายความร้อนด้วยเครื่อง CNC เพื่อช่วยในการส่งผ่านความร้อนให้ระบายออกจากตัวเครื่องอย่างมีประสิทธิภาพ จากนั้นเป็นขั้นตอนการยิงทรายก่อนการทำ Clear Anodized โลโก้และป้ายบอกต่างๆ เป็นแบบ Laser-Etched ที่ลึกเข้าไปถึงเนื้อโลหะเพื่อป้องกันการลบเลือนหรือจางหายเมื่อเวลาผ่านไป

ความสวยงามอย่างเดียวคงไม่มีประโยชน์ หากไม่ได้ช่วยส่งเสริมคุณภาพการทำงานให้ระบบ แชสซี M1 ทั้งหมดมีคุณสมบัติเป็นตัวนำที่สามารถป้องกันสัญญาณรบกวนต่างๆ เช่น EMI/RFI ได้เป็นอย่างดี มีการใส่ใจในระบบกราวด์อย่างละเอียดเพื่อให้มีค่าความต้านทานที่ต่ำในทุกๆ จุดกราวด์ ภาคสัญญาณได้รับการแยกเฉพาะ ไม่ไปรวมอยู่กับชีลด์ป้องกันสัญญาณรบกวน ผลที่ตามมาจากความใส่ใจในทุกรายละเอียดทำให้แอมป์ M1 ปลอดสัญญาณรบกวนทั้งภายในและภายนอก

สาย USB คุณภาพสูง

การเชื่อมต่อแบบ USB ยังคงเป็นการเชื่อมต่อที่รองรับสัญญาณแบบรายละเอียดสูงได้เพียงแบบเดียวเมื่อเทียบกับอินเตอร์เฟสแบบอื่น Sonoma M1 ใช้อินเตอร์เฟสแบบ USB ที่รองรับสัญญาณ PCM ได้สูงสุดที่ 32-bit/384 KHz และ DSD64/DSD128 ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่การเชื่อมต่อแบบนี้จะต้องมีคุณภาพสูงสุด ดังนั้นเราจึงพัฒนาสาย USB ที่ใช้กับ M1 ให้มีคุณภาพสอดคล้องกับคุณภาพของแอมป์ ฟีเจอร์ของสายรวมถึงขั้วต่อชุบทองและตัวนำสัญญาณชุบเงิน เพื่อการส่งถ่ายสัญญาณข้อมูลที่มีคุณภาพสูงสุด

ภาคจ่ายไฟคุณภาพสูง

ภาคจ่ายไฟที่สะอาด บริสุทธิ์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับระบบเสียงทุกระบบ M1 เลือกใช้ระบบไฟแยกสองส่วนเพื่อกันสัญญาณรบกวนให้อยู่ห่างจากทางเดินสัญญาณและไม่ให้มารบกวนการทำงานของวงจร โดยเฉพาะทางเดินสัญญาณเสียงที่ไวต่อการรบกวนเป็นอย่างมาก

โดยสเตจแรกของภาคจ่ายไฟ เป็นแบบ Switch Mode ที่ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษแตกต่างจากภาคจ่ายไฟแบบ Switch Mode ที่ใช้กันทั่วไปมาก มีการเผื่อกำลังสำรองไม่น้อยกว่า 3.5 เท่า เมื่อแอมป์ต้องรีดกำลังสูงสุดในการขับ มีการใช้ Fixed Frequency Switcher (ทำงานที่ความถี่เกิน 85 KHz) เพื่อหลีกเลี่ยงความถี่ของภาคจ่ายไฟมากวนทางเดินสัญญาณเสียง มีการใช้ระบบกรองสัญญาณรบกวนทางไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ เพื่อการทำงานที่ปราศจากสัญญาณรบกวนอันจะทำให้ส่งผลไปยังการทำงานของส่วนอื่นๆ ได้ สัญญาณรบกวนที่วัดได้มีค่าต่ำระดับที่น้อยกว่า 50 mV ภาคจ่ายไฟนี้ถูกเชื่อมต่อกับภาคขยายโดยสายคุณภาพสูงที่ทำขึ้นเป็นการเฉพาะ โดยมีการใช้โครงสร้างแบบสายถักเพื่อให้รับกับสายของหูฟังที่เป็นแบบสายถักเช่นเดียวกัน คอนเน็คเตอร์ที่ใช้เป็นของ Switchcraft แบบล็อคที่มีคุณภาพสูง มีการใช้อุปกรณ์กรองสัญญาณรบกวน Ferite Core Filter เพื่อการลดสัญญาณ EMI ให้มีระดับต่ำสุด

ภายในวงจรภาคขยายมีการจ่ายไฟแบบแรงดันไฟคงที่ที่สะอาด เพื่อป้อนให้กับการทำงานส่วนต่างๆ ของแอมป์ โดยระบบรักษาแรงดันไฟนี้ใช้ของ Analog Devices ซึ่งเป็นชนิด High-Current Linear สัญญาณรบกวนต่ำ โดยภาคจ่ายไฟแบบ Isolated Power Regulation นี้ใช้เพื่อป้อนไฟให้กับภาคดิจิตอล อนาล็อกรวมถึงภาควงจรทำงานของสัญญาณ High/ Low Level ด้วย

แม้ว่าจะมีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าปกติ แต่เราคิดว่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องจัดทำในลักษณะนี้เพื่อคุณภาพเสียงที่ปราศจากการประณีประนอมโดยสิ้นเชิง

คุณสมบัติทางเทคนิค

  • รูปแบบ ครอบหู แบบเปิด
  • ตัวขับเสียง HPEL, Single-Ended Electrostatic
  • พื้นที่ไดอะแฟรม 3570 mm.2
  • การตอบสนองความถี่ 10 Hz – 60 KHz
  • ระดับสัญญาณเอาท์พุท Compliant with EN 60065/A12:2011
  • เมื่อถูกขับด้วย M1 Energizer/ DAC (all inputs)
  • Ear and Headband Cushions Cabretta top-grain หนังแกะแท้
  • Input Polarized 4-pin ขั้วต่อแบบล็อค สำหรับแชนแนลซ้ายและขวา
  • สาย Ultra-Low Capacitance สายตัวนำทองแดงชุบเงิน
  • OFHC ฉนวน PE เสริม Kevlar ความยาว 2 เมตร
  • น้ำหนัก 303 กรัม ไม่รวมสาย
  • DAC & ENERGIZER
  • USB Input USB 2.0 type B รองรับไฟล์ดิจิตอลสูงสุดที่ 32 bit/384 KHz PCM และ DSD ผ่าน DoP (DSD64/ DSD128)
  • Digital Coaxial Input SPDIF รองรับไฟล์ดิจิตอลสูงสุดที่ 24 bit/192 KHz PCM
  • Analog Input (High Level) Dual RCA, 2.1 Vrms
  • Analog Input (Low Level) 3.5 มม., 850 mVrms
  • DAC Dual Mono, 32 bit/384 KHz DACs with Balanced outputs
  • ADC 32 bit/384 KHz Multi-Channel

รีวิว

http://positive-feedback.com/audio-discourse/impressions-sonoma-acoustics-model-one/
http://gm2000magazine.com/th/review-detail.php?did=583

"หูฟังของ Sonoma Acoustics ตัวนี้ได้ตั้งความหวังให้กับผมไว้สูงมาก ซึ่งหลังจากได้ทดลองฟังมันมานานเกือบหนึ่งเดือนเต็ม ด้วยแหล่งต้นทางหลากหลายรูปแบบ ผมก็ยอมรับว่า หูฟังตัวนี้ได้สร้างความพึงพอใจให้ผมมากพอสมควร ด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัวที่แสดงสิ่งที่อยู่ในเพลงออกมาให้ได้ยินแบบไม่มีการปิดบัง นั่นคือจุดเด่นของหูฟังชุดนี้ในสายตาของผม เพราะมันทำให้เราได้สัมผัสกับ "resolution" ที่แท้จริงของไฟล์เพลงที่เรามี และแม้ว่าจะมีบางคนที่อาจจะไม่ถูกจริตกับลักษณะเสียงที่เปิดเผยอย่างถึงที่สุดแบบนี้ คุณก็สามารถเลือก "แหล่งต้นทางสัญญาณ + สายต่อเชื่อม" เพื่อปรับจูนโทนเสียงของมันให้ลงมาอยู่ในระดับที่คุณชอบได้

อีกอย่าง ตราบเท่าที่ตัว M1 AMP ใช้ DSP ในการควบคุมการทำงาน นั่นก็หมายความว่า มันก็ยังสามารถอัพเดตประสิทธิภาพต่อไปได้เรื่อยๆ ถือว่าเป็นคุณสมบัติที่ดีอีกข้อหนึ่งของหูฟังที่มีภาคอิเล็กทรอนิคที่ออกแบบมาด้วยกันแบบนี้.." ธานี โหมดสง่า GM2000

เขียนรีวิว

โน๊ต: ไม่รองรับข้อความแบบ HTML!
    ไม่ชอบ           ชอบ