You are using an outdated browser. For a faster, safer browsing experience, upgrade for free today.
ไทย ไทย
ไทย (บาท)

BKK AUDIO Co., Ltd. (Head Office)

  • ยังไม่มีสินค้าในตระกร้า!

iFi Audio

iFi Audio - Micro iPhono

xxx แบรนด์: iFi Audio

รหัสสินค้า: iFi Audio - Micro iPhono

฿17,900

When you see the iPhono for the first time, you won’t believe your eyes. The compact package belies its serious, heavyweight performance. Its features include 6 x stereo EQ curves, adjustable MC load, dedicated ultra-low noise MC stage, adjustable MM load, adjustable gain, exemplary Class A circuitry with an ultra-wide dynamic range approaching that of CD.

Previously such high-end features have rarely, if at all, been available to only a very select number of phono preamplifiers costing at least 10x more. Despite its modest price and wealth of features, most important of all, the iPhono enhances your vinyl system.

iPhono_text_1

your vinyl playback system, from the moment the needle is seated in the record grove you will know the iPhono is something special. The fact that this is how vinyl should truly sound, is in no small part due to the Class A TubeState tri-brid amplification which offers a natural, real sound.

To achieve the ultimate performance not previously thought possible, our engineers went back to the Golden Age of audio design. The entire iPhono design is based on exquisite Class A TubeState amplification, a tri-brid of Bi-Polar devices, J-Fets and Advanced Discrete components. This is no ordinary phono stage.

With lower distortion, better dynamics, and excellent transient response, your complete music collection will simply sound alive. Your Rock, Jazz and Classical— music will sound sweet, vivid, and lifelike. The full potential of your music collection realised, at last.

The iPhono isn’t just a perfect match for your LPs. It’s a perfect match for your cartridge, too. With up to 66dB of gain, individually adjustable MM and MC load across a wide range (high-end features available only in phono amplifiers costing many times more) any cartridge at any price may be accommodated optimally, making the iPhono one of the most versatile phono stages to grace the vinyl sector.

When you see the iPhono for the first time, you won’t believe your eyes. The compact package belies its serious, heavyweight performance. Its features include 6 x Stereo EQ curves.

The iPhono has a total number of 6 different Stereo EQ curves to choose from. So you never have to play an LP with the wrong EQ curve ever again and put up with sub-optimal sound quality. This makes the iPhono one of the most tonally-accurate phono preamplifiers ever, period.

iFi Audio - Micro iPhono
฿17,900
When you see the iPhono for the first time, you won’t believe your eyes. The compact package belies its serious, heavyweight performance. Its features include 6 x stereo EQ curves, adjustable MC ..
฿17,900

iFi Audio - micro iPhono2

xxx แบรนด์: iFi Audio

รหัสสินค้า: iFi Audio - micro iPhono2

฿19,900

iFi Audio – Micro iPhono2

 

นับจากการเปิดตัวไม่นาน iPhono รุ่นแรกก็กลายเป็น Phonostage มาตรฐานอ้างอิงของวงการในระดับราคา US$1,000

การที่จะปรับปรุงสิ่งที่ยอดเยี่ยมลงตัวอยู่แล้วไม่ใช่งานง่าย เมื่อความสำเร็จเกิดขึ้นความคาดหวังก็จะสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ทีมงานตัดสินใจในการออกแบบวงจรใหม่หมดรวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในการสร้าง iPhono2 เพื่อให้คุ้มค่ากับสมรรถนะที่ต้องมีขึ้นจากสิ่งดีที่ iPhono รุ่นแรกทำไว้อย่างมีนัยสำคัญ

อัตราขยายกว้างสุดขั้วจาก 36 dB ถึง 72 dB

iPhono2 สามารถใช้งานกับหัวเข็มได้ทุกประเภท ทุกระดับราคาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพด้วยอัตราขยายสูงสุดที่ขยายได้ถึงระดับ 72 dB ซึ่งสามารถใช้งานกับหัวเข็ม MC ที่มีเอาท์พุทต่ำมากได้อย่างสมบูรณ์แบบ แม้แต่หัวเข็มระดับตำนานอย่าง Ortofon MC-5000 ก็สามารถรองรับการใช้งานได้โดยไม่ต้องพึ่งพาหม้อแปลงขยายสัญญาณ SUT ที่อาจจะบั่นทอนคุณภาพเสียงได้

iPhono รุ่นแรกนั้นมีค่า Dynamic Range ระดับ 90 dB ที่แม้แต่ Phono Stages ราคาสูงลิ่วก็ยังอาจทำได้ไม่ดีไปกว่านี้ iPhono2 ไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้นด้วยค่า Dynamic Range ที่สูงถึงระดับ 106 dB ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่า Phono Stages ระดับสุดยอดถึง 15 dB ด้วยกัน เมื่อทำการทดสอบกับเพลงคลาสสิกที่มี Dynamic Range กว้างเป็นพิเศษอย่าง Tchaikovsky 1812 Overture ผลที่ออกมานั้นนับเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ทำให้เกิดความตื่นเต้นลืมตัวไปกับความสมจริงของการบันทึกที่ถ่ายทอดโดย iPhono2 iPhono2 จะเป็นผู้นำพาระบบเสียงทุกระบบไปสู่อีกระดับของคุณภาพอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับอุปกรณ์ในระดับราคานี้

EQ Curves ที่มีความเที่ยงตรงสูงสุด

วงจร EQ, RIAA ที่ออกแบบขึ้นใหม่นี้มีความเที่ยงตรงระดับ +/- 0.2 dB จากความถี่ 20 Hz ถึง 20 KHz คุณสมบัติระดับนี้เป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากอุปกรณ์ระดับมาตรฐานอ้างอิงเท่านั้น

iPhono2 ยังสามารถใช้งานได้ดีกับ LP รุ่นเก่าชนิด Non-RIAA อีกด้วย iPhono2 ยังคงไว้ซึ่งฟีเจอร์ EQ Curves 6 แบบที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากกับ iPhono รุ่นแรก ผู้ใช้จะมีทางเลือกที่หลากหลายขึ้นมากเพราะไม่ต้องยึดติดอยู่กับรูปแบบเสียงที่จำเจอย่างที่เป็นมาแต่ก่อน

ในอดีตมาตรฐานในการปั๊มแผ่น LP มีความหลากหลายเป็นไปตามค่ายเพลง

ตัวอย่างที่ 1 ถ้าพบแผ่นที่ให้เสียงสูงจัดเกิน เสียงบาง ขาดความอิ่มเมื่อเล่นผ่าน RIAA EQ มีความเป็นไปได้ว่าแผ่นนั้นปั๊ม (ผลิต) โดยใช้มาตรฐาน EQ ของ Decca

ตัวอย่างที่ 2 ถ้าพบแผ่นที่ให้เสียงจัดเกินและเบสบวมเบลอ มีความเป็นไปได้ว่าแผ่นนั้นปั๊ม (ผลิต) โดยใช้มาตรฐาน EQ ของ Columbia

RIAA เป็นมาตรฐานการปรับ EQ ของแผ่นเสียงที่ผลิตหลังปี 1980 และแผ่นบางค่าย (เช่นRCA) หลังปี 1950

DECCA ค่ายผลิตเพลง Decca* London, Deutsche Grammo Phone (DG), Archiv, EMI, Argo, NAB etc.

Columbia ค่ายผลิตเพลง Columbia*/ CBS, EMI (แผ่นผลิตภายใต้แบรนด์ Columbia etc.)

RIAA แผ่นผลิตใหม่ยุคปัจจุบันที่มี phase-shift มากเกินและการตอบสนองเสียงสูงถูกจำกัดไว้

IEC RIAA ที่ใช้ฟิลเตอร์ IEC Subsonic

eRIAA/IEC eRIAA ที่ใช้ฟิลเตอร์ IEC Subsonic

*แผ่นเสียงที่ผลิตก่อนปี 1980

ปูมหลังการใช้มาตรฐาน EQ ที่ต่างกัน

เมื่อมีการเปิดตัวของมาตรฐาน RIAA ในช่วงกลางยุค 1950 มีแผ่นจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ใช้มาตรฐาน

RIAA ในการผลิตแผ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประเทศหลังม่านเหล็กในยุโรปนั้นไม่มีความกระตือรือร้นที่จะตามมาตรฐานของทางฝั่งอเมริกา AMR/ iFi ให้ความสำคัญกับคุณภาพเสียงที่เที่ยงตรงเพื่อการเล่นอย่างมีคุณภาพ เราจึงจัดให้มีมาตรฐานการปรับ EQ ถึง 6 แบบเพื่อให้ตรงกับมาตรฐานการปรับ EQ ในยุคก่อน อันจะเป็นผลให้เกิดความถูกต้องเที่ยงตรงของคุณภาพเสียงตามที่ผู้ผลิตแผ่นกำหนดไว้ หากผู้ใช้ไม่มีความประสงค์จะใช้ EQ Curves ที่มีอยู่ก็ให้ปล่อยไว้ที่โหมด RIAA

เทคโนโลยี Class A Tube State

iPhono2 ใช้วงจร Class A Tube State ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้ดียิ่งขึ้น มีการใช้ชิพ Amp J-FET รุ่นใหม่ของ Burr-Brown รวมถึงเอาท์พุทบัฟเฟต์ J-FET/ BJT

วงจรการทำงานใหม่นี้ช่วยลดภาระการขับโหลดได้ดีขึ้น เป็นผลให้ภาคขยายมีความเป็นเชิงเส้นสูง สามารถรับโหลดอินพุทที่ 600 โอห์มได้อย่างไม่มีปัญหา

ระบบกรองสัญญาณรบกวนของภาคจ่ายไฟถูกเพิ่มประสิทธิภาพให้มากกว่าเดิมถึง 5 เท่าตัว สัญญาณรบกวนเป็นสิ่งที่ต้องกำจัดให้หมดไปหรือเหลือน้อยที่สุด อุณหภูมิการทำงานของวงจรนั้นมีส่วนสำคัญยิ่งกับปริมาณสัญญาณรบกวน วงจรจะสามารถทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพที่อุณหภูมิปกติซึ่งจะทำให้สัญญาณรบกวนต่ำตามไปด้วย การใช้ไนโตรเจนเหลวเพื่อช่วยลดอุณหภูมิการทำงานของวงจรจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่เราใช้เพื่อจัดการกับงานในส่วนนี้

ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ได้รับการถ่ายทอดมาจาก AMR PH-77 ทำให้ระดับสัญญาณรบกวนของ iPhono2 นั้นมีความโดดเด่นเกินรุ่นจนสามารถขึ้นไปเทียบชั้นได้กับ Phono Stages ระดับราคาเกินเอื้อมได้อย่างน่าอัศจรรย์

บรรทัดฐานในการวัดความสามารถของ Phono Stages ที่ดีก็คือการที่สามารถขยายสัญญาณได้สูงสุดโดยที่มีปริมาณสัญญาณรบกวนต่ำสุด เรามีวิธีทดสอบง่ายๆ ให้เห็นความแตกต่างคือให้ลดอาร์มเพื่อลงหัวเข็มแล้วเร่งความดังให้มากที่สุดเท่าที่จะรับไหว จากนั้น ยกอาร์มขึ้นเพื่อฟังความเงียบที่ iPhono2 มี ซึ่งจะเห็นความต่างได้อย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับ Phono Stages ตัวอื่นๆ ในการทำวิธีเดียวกันนี้

อัตราส่วนเสียงต่อสัญญาณรบกวนของ iPhono2 เมื่อเทียบกับ iPhono ตัวเดิมนั้น 3 dB เงียบกว่าเมื่อใช้หัว MC และ 10 dB เงียบกว่ากับหัว MM จากนี้ไปการฟังเพลงจากแผ่นเสียงจะไม่ต้องทนฟังกับสารพัดเสียงที่พรั่งพรูกันออกมาตั้งแต่เพลงยังไม่ขึ้น เสียงแบ็คกราวด์จะสงบเงียบอย่างผิดหูผิดตาและเมื่อเสียงเพลงดังขึ้น ความแตกต่างในคุณภาพก็จะยิ่งปรากฏชัดให้รู้ถึงคุณภาพที่เหนือระดับของ iPhono2

เปรียบเทียบอัตราส่วนเสียงต่อสัญญาณรบกวน

iFi iPhono2 MC = 85 dB

iFi iPhono MC = 82 dB

Phono Stages อื่น (ราคาเกิน US$ 10K) = 65 dB

Phono Stages ทั่วไปแม้จะเป็นรุ่นราคาแพงมากก็ตาม ต่างใช้ตัวเก็บประจุหลายตัว พร้อมวงจร DC Servos ซึ่งเป็นปัจจัยที่ลดทอนคุณภาพเสียง iPhono รุ่นเดิมใช้ตัวเก็บประจุ 2 ตัวแต่ไม่ใช้วงจร DC Servos iPhono2 ใช้วงจร Direct Drive ที่ไม่มีตัวเก็บประจุในทางเดินสัญญาณเสียงและไม่ใช้วงจร DC Servos ดังนั้นจึงไม่มีการลดทอนคุณภาพเสียงเกิดขึ้นอีกทั้งสัญญาณรบกวนและความเพี้ยนยังมีค่าเป็นศูนย์

iPhono2 ใช้อุปกรณ์เกรดสูง อาทิ ตัวเก็บประจุ TDK COG ที่ออกแบบมาเพื่องานเสียงที่มุ่งหวังด้านความเพี้ยนที่ต่ำสุด ตัวต้านทานใช้ชนิดความผิดพลาดต่ำของ Vishay MELF ในปริมาณที่มากขึ้นกว่า iPhono ตัวก่อน ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งที่ยืนยันได้ดีที่สุดคือการฟัง ซึ่งแน่นอนว่า iPhono2 นั้นเหนือกว่า iPhono ที่ว่าดีเยี่ยมแล้วไปอีกระดับแน่นอน

คุณสมบัติทางเทคนิค

การตอบสนองความถี่ 10 Hz – 100 KHz (+/- 0.5 dB)

20 Hz – 20 KHz (+/- 0.2 dB)

Dynamic Range MM (36 dB) > 111 dB (A-Weighted)

MC (60 dB) > 106 dB (A-Weighted)

อัตราส่วนเสียงต่อสัญญาณรบกวน MM (36 dB) > 85 dB (A-Weighted re 0.5 mV)

MC (60 dB) > 85 dB (A-Weighted re 0.5 mV)

Overload Margin MM (36 dB) > 26 dB (re 0.5 mV @1% THD)

MC (60 dB) > 22 dB (re 0.5 mV @1% THD)

Crosstalk < -70 dB (1 KHz)

ความแรงสัญญาณสูงสุดโดยไม่มีความเพี้ยน 6 V (load > = 600 โอห์ม, THD ,< = 1%)

THD < 0.0007% (MM 36 dB 1 V out โหลด 600 โอห์ม)

ความต้านทาน < 100 โอห์ม

แรงดันไฟขาเข้า AC 100 – 240 V, 50/60 Hz

กำลังไฟ < 5 W (ใช้ร่วมกับ iPower 15 V เท่านั้น)

ขนาด 6.2 x 2.3 x 1.1 นิ้ว

น้ำหนัก 0.44 ปอนด์


iFi Audio - micro iPhono2
฿19,900
iFi Audio – Micro iPhono2 นับจากการเปิดตัวไม่นาน iPhono รุ่นแรกก็กลายเป็น Phonostage มาตรฐานอ้างอิงของวงการในระดับราคา US$1,000การที่จะปรับปรุงสิ่งที่ยอดเยี่ยมลงตัวอยู่แล้วไม่ใช่งานง่าย เมื่..
฿19,900

iFi Audio - Nano iOne

xxx แบรนด์: iFi Audio

รหัสสินค้า: iFi Audio - Nano iOne

฿8,990

iOne อีกหนึ่ง DAC ในซีรี่ย์ nano เป็น DAC ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานในส่วนของ Home Audio

iOne รองรับการใช้งานกับ Hi-Res Audio เต็มรูปแบบครับ สามารถรองรับความละเอียดได้ถึง DSD256 และ DXD384 เลยทีเดียว ครอบคลุมทุกฟอร์แมทเช่นเดียวกับหลายๆรุ่นในตระกูลเดียวกัน 

Burr-Brown Multibit
True Native chipset
FET high-def input with reclocking/line driverNoise suppression system for
quiet power supply
DSD256/PCM384 capable

At iFi we believe that high quality sound is a way of life. The nano iOne was created for both audiophiles and those who yearn for better sound quality from their existing home systems.

Whether you use Nvidia Shield, Google Chromecast or a 4K television, hook your system up to a gaming console such as the XBox One, Playstation 4 or simple enjoy music through your smartphone, tablet or computer, the iOne is the one for you. Add it to your audiophile rig to push the boundaries of high-quality sound to a whole new level.
It is ideal for:
1.Home systems – add Bluetooth to stream Spotify via computer, phone or tablet.
2.4K televisions – improve sound quality to match picture quality
3.Gaming consoles – elevate movie soundtracks and gaming effects to the max by connecting the optical output to the iONE then the analogue outputs to active desktop speakers or headphone amplifier.
4.S/PDIF only DACs – use USB/Bluetooth input to convert to S/PDIF output.
The iOne is neither a one-trick pony nor is it a jack-of-all-trades. It is simply incredibly versatile and offers cutting-edge technology, with each separate function designed and implemented with as much care and dedication as they would receive in a single function device from iFi Audio.
Your sound. Your way.
At the output, you can connect the RCAs to an a/V amplifier or headphone amplifier.

However you prefer to connect your system, the iOne has it covered, whether its via Bluetooth, USB or S/PDIF (optical/coaxial). Plus the audiophile quality Bluetooth implementation in the iOne allows both aptX and AAC decoding so you can listen via Apple or Android, PC or Mac.

CD-like quality Bluetooth with aptX® and AAC® encoding.
CD-like quality on Bluetooth across all platforms – using aptX or AAC® encoding. aptX® is for Windows, Mac and Android devices. AAC is for iOS devices. Everyone is able to enjoy the highest quality wireless playback.
Galvanically-isolated S/PDIF output with REclock®/REgenerate®.
We have even added galvanic isolation for the S/PDIF so you know that the fastidious iFi attention to sound quality remains.
Burr-Brown True Native chipset.
The Burr-Brown True Native chipset is a MultiBit DAC which represents the ‘best of the best’ chipset design. This chipset handles PCM and DSD natively, so the music signal stays in its original format all the way through.
Global Master Timing®. Femto precision clock system.
The Global Master Timing system as found in the AMR DP-777 will completely block jitter from the source by creating a new stable clock de-linked from the source clock. The GMT ensures the iONE will stay in lock step.
Active Noise Cancellation®. Exceptionally quiet power.
ANC® noise suppression system for the power supply (conveniently drawn from USB) means a measured noise floor that 100x to quieter than the Common Noise Filter.


iFi Audio - Nano iOne
฿8,990
iOne อีกหนึ่ง DAC ในซีรี่ย์ nano เป็น DAC ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานในส่วนของ Home AudioiOne รองรับการใช้งานกับ Hi-Res Audio เต็มรูปแบบครับ สามารถรองรับความละเอียดได้ถึง DSD256 และ DXD384 เล..
฿8,990

iFi Audio - Pro iCAN

xxx แบรนด์: iFi Audio

รหัสสินค้า: iFi Audio - Pro iCAN

฿62,900

iFi Audio – Pro iCan

 

แอมป์หูฟังในซีรีส์ Pro อันเป็นสายการผลิตในระดับสูงสุดของ iFi

Pro iCan เป็นแอมป์หูฟังคุณภาพระดับสตูดิโอและเป็นปรีแอม์ชนิด Line Stage คุณภาพระดับออดิโอไฟล์ในเครื่องเดียวกัน ความพิเศษเหนือธรรมดาของ Pro iCan นั้นอยู่ที่การมีหัวใจถึงสองดวง นั่นคือการมีภาคขยายแบบโซลิดสเตทและหลอดสุญญากาศแยกทำงานอย่างเป็นอิสระ และสามารถสลับใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องปิดเครื่องแล้วเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

แอมป์หูฟังคุณภาพระดับสตูดิโอ

Pro iCan เป็นแอมป์หูฟังระดับบนสุดของสายการผลิตที่สามารถขับหูฟังได้ทุกชนิดตั้งแต่ CIEM ความไวสูงไปจนถึงหูฟังกระหายวัตต์ที่ขับได้ยากที่สุดในหมู่หูฟังทั้งปวงอย่าง AKG K-1000

Pro iCan สามารถเลือกปรับอัตราขยายได้จาก 0 dB/ 9 dB/ 18 dB โดยให้ความแรงสัญญาณ 10 V ในโหมด Single-Ended และ 20 V ในโหมด Balanced โดยที่โหมด 20 V นั้นเทียบกำลังได้กับแอมป์ขนาด 100 W ที่ใช้ขับลำโพงความต้านทาน 4 โอห์มเลยทีเดียว ดังนั้น Pro iCan จึงมีพละกำลังขับมหาศาล สามารถขับหูฟังเกือบทุกคู่ได้จนเกิดอาการคลิปหรือเกินแรงต้าน (วงจรป้องกันความเสียหายจากการขับเกินกำลังจะทำงานเมื่อถึงจุดนี้)

Line Stage คุณภาพระดับออดิโอไฟล์

Pro iCan ใช้โวลลุ่มของ Alps Japan แบบ Motorised Rotary Volume ที่ทำงานด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า โวลลุ่มนี้เป็นชนิด 6 Track โดยมีการใช้งานถึง 4 Track สำหรับวงจรแบบ Balanced แท้ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ซึ่งจะต่างจากพวกที่ใช้โวลลุ่มแบบ 2 Track ที่ไม่ได้เป็นการทำงานแบบ Balanced แท้ตลอดเส้นทางสัญญาณ

Pro iCan ให้ความยืดหยุ่นในการใช้งานได้อย่างเต็มที่ด้วยอินพุทแบบ Single-Ended 3 ชุดและแบบ Balanced 1 ชุดและเอาท์พุทแบบ Single-Ended และ Balanced อย่างละชุด

Pro iCan ทำหน้าที่เป็น Line Stage อันเป็นจุดศูนย์กลางของระบบเสียงได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าระบบนั้นจะเป็นระดับ Hi-End ราคาแพงแค่ไหนก็ตาม ด้วยความสามารถในการเลือกใช้งานในแบบโซลิดสเตทหรือหลอดสุญญากาศและ 3D Holographic สำหรับลำโพงและ XBass ทำให้ Pro iCan จะเอื้อประโยชน์สูงสุดให้กับระบบเสียงทุกระดับชั้นจากราคาเริ่มต้นไปจนถึงระดับราคาสุดเอื้อม

วงจรแบบ Balanced แท้ที่สมบูรณ์แบบ

มีการกล่าวอ้างถึงการใช้ระบบ Balanced มากมายที่ในความเป็นจริงแล้วเป็นเพียงความพยายามที่อยากจะเป็นระบบ Balanced มากกว่าที่เป็นระบบ Balanced ที่สมบูรณ์แบบแท้ๆ กว่าครึ่งของระบบที่กล่าวอ้างว่าเป็นระบบ Balanced มักใช้ลูกเล่นเพื่อให้เห็นว่าเป็น Balanced

ระบบ Balanced แท้นั้นมีประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะภาคขยายหูฟังที่สามารถรับรู้ถึงคุณภาพที่เหนือกว่าได้ชัดเจน ด้วยกำลังขับที่มากขึ้นเป็นสองเท่า Dynamic Range ที่สูงขึ้น ระดับสัญญาณรบกวนที่ต่ำลง ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการจัดวงจรในแบบ Balanced ที่สมบูรณ์จากต้นจนปลายอย่างแท้จริงเท่านั้น

รู้ให้ทันระบบ Balanced

  • ระบบ Balanced เทียม

เป็นการใช้ Input/Output แบบ Balanced แต่วงจรการทำงานนั้นเป็นแบบ Single-Ended แอมป์หูฟังที่เรียกตัวเองว่าเป็นระบบ Balanced ส่วนใหญ่ ในความเป็นจริงมักเป็นแอมป์ระบบ Single-Ended ที่ใช้ Input/Output แบบ Balanced แม้จะเป็นแอมป์หูฟัง Hi-End ราคาแพงก็ตาม หลักการทำงานก็คือ Balanced Input ถูกแปลงเป็น Single-Ended แล้วแปลงกลับเป็น Balanced ก่อนออกเอาท์พุท หากจะขยายความให้เป็นภาพมากขึ้นก็คือ สัญญาณ Balanced Input จะถูกเปลี่ยนไปเป็นแบบ Single-Ended ด้วยวงจรแปลงสัญญาณ ซึ่งการทำงานของภาคขยายนั้นยังคงเป็นแบบ Single-Ended เต็มรูปแบบ แล้วจากนั้นสัญญาณก็จะผ่านวงจรแปลงอีกเพื่อจำลองการทำงานในแบบ Balanced เราจะสังเกตุได้ว่า Balanced แบบเทียมมักใช้โวลลุ่มแบบ 2 ชั้น (ในขณะที่วงจร Balanced แท้จะใช้โวลลุ่ม 4 ชั้น) ร่วมกับการใช้ Gain/Current Buffer Blocks การใช้ระบบแปลงกลับไปกลับมาเช่นนี้เป็นหนึ่งสาเหตุของการเกิดปัญหาสัญญาณรบกวนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะส่วนของวงจรขยายสัญญาณ Balanced ที่เอาท์พุทที่เพิ่มกำลังการขยายให้มากขึ้นเป็นสองเท่าตามไปด้วย ดังนั้นการใช้ระบบ Balanced เทียมนี้เป็นการทำงานที่ซ้ำซ้อนเข้าลักษณะทำมากได้น้อยหรือมีวงจรเพิ่มขึ้นมากมาย แต่กลับกลายเป็นว่าคุณภาพกลับลดลง

  • ระบบ Balanced แท้ True Differential Balanced-Pro iCan คือการใช้สัญญาณแบบ Balanced ตั้งแต่ Input วงจรภายในไปจนถึง Output นั่นคือภาคขยายสัญญาณที่ความเหมือนกันแยกเป็นอิสระ 2 ชุด แต่อยู่ในขั้วที่ตรงข้ามกัน ทำงานไปพร้อมกันจากต้นทางจนปลายทาง นี่คือระบบที่ Pro iCan ใช้ โดยมีภาคขยาย 2 ชุดที่เหมือนกัน ทำงานในซีกบวกและซีกลบในแต่ละแชนแนล โวลลุ่มที่ใช้เป็นแบบ 6 ชั้น โดยใช้โวลลุ่มแชนแนลละ 2 ชั้นและอีก 2 ชั้นที่เหลือถูกใช้ในการวัดผลการทำงานของการควบคุมระดับเสียง โวลลุ่มที่มีคุณภาพยอดเยี่ยมนี้เป็นงานผลิตพิเศษตามสั่งของ iFi โดยผู้ผลิตโวลลุ่มระดับโลก Alps Japan เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับวงจรการทำงานแบบ Single-Ended ซึ่งก็คือวงจรเดียวกันแต่ใช้งานเพียงส่วนเดียว วงจร Differential Balanced ให้สัญญาณรบกวนที่ต่ำกว่า 3 dB รวมถึงค่าความเพี้ยนที่ต่ำลงไปอีกมาก นอกจากนี้ยังได้กำลังขยายมากขึ้นเป็น 2 เท่า และได้ Dynamic Range ที่สูงกว่าเดิมถึง 9 dB

ข้อสังเกตุ: ในแวดวงเครื่องเสียงระดับโปร แอมป์ระบบ Balanced นั้น หมายถึงแอมป์ที่มีอินพุทและเอาท์พุทแบบ Balanced แต่วงจรภายในยังคงเป็นแบบ Single-Ended แต่ถ้าวงจรภายในเป็นแบบ Balanced ก็จะเรียกว่าเป็นแอมป์ Differential

แต่ในแวดวงเครื่องเสียง Hi-Fi นั้นผู้คนส่วนใหญ่เข้าใจกันว่าแอมป์แบบ Balanced คือวงจรการทำงานแบบ Balanced ตลอดเส้นทางเดินสัญญาณจากต้นจนจบและยังเข้าใจอย่างคลาดเคลื่อนไปด้วยว่าแม้วงจรภายในก็เป็นแบบ Balanced โดยไม่รู้เท่าถึงว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นระบบ Balanced เทียมที่มีวงจรภายในเป็นแบบ Single-Ended 

ภาคขยายโซลิดสเตท/หลอดสุญญากาศที่สลับเปลี่ยนการทำงานได้ทันที

Pro iCan แตกต่างจากแอมป์หลอดหูฟัง High-End อยู่ 2 ประการคือ ประการแรกเราไม่ใช้หลอด 6922 ซึ่งนับว่าเป็นหลอดที่ดีหลอดหนึ่ง แต่เราใช้หลอดที่ดีที่สุดนั่นคือ GE5670 ซึ่งเป็นหลอดระดับสูงตระกูลเดียวกันที่มีตำแหน่งขาหลอดต่างกัน

ประการที่สองที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากันนั่นคือ การออกแบบวงจรการทำงานที่ทำหน้าที่เฉพาะส่วนของโซลิดสเตทและหลอดอย่างเป็นอิสระ โดยไม่ใช้วงจรร่วมกันเป็นผลให้การทำงานของแต่ละวงจรเป็นไปด้วยการทำงานที่เต็มประสิทธิภาพ ปราศจากการประณีประนอมจากการใช้งานร่วม

เป็นครั้งแรกที่ผู้ใช้สามารถสนุกไปกัการสลับเปลี่ยนใช้งานของภาคขยายชั้นเยี่ยมทั้ง 2 รูปแบบอย่างแท้จริง ที่ไม่ใช้เพียงแค่ลูกเล่นที่ทำให้เป็นไปได้แต่ยังห่างไกลกับคุณภาพของความจริง สำหรับการบันทึกเสียงของเพลงบางประเภท ภาคขยายโซลิดสเตทอาจให้เสียงที่มีความสดสมจริง ในขณะที่เพลงบางประเภทเมื่อขับด้วยภาคขยายหลอดก็จะได้เสียงที่มีความงดงามละเมียดละไมกว่า คุณไม่ต้องยึดติดอยู่กับแนวเสียงใดแนวเสียงหนึ่งตลอดไป เพราะ Pro iCan สามารถถ่ายทอดเสียงที่ดีที่สุดของภาคขยายในแต่ละแบบให้คุณเลือกใช้ได้ทันทีตามใจนึก

ยิ่งไปกว่านี้ Pro iCan ยังมีฟีเจอร์ Tube และ Tube+ ซึ่งเป็นทางเลือกของการนำเสนอเสียงแบบหลอด 2 รูปแบบ โดยแบบ Tube+ นั้นเป็นแบบที่ลดการใช้การป้อนกลับสัญญาณแบบลบให้อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะเป็นผลให้เสียงมีฮาร์โมนิคเสียงที่มีความเป็นธรรมชาติสูงกว่าเสียงแบบ Tube ที่จะโดดเด่นในเรื่องการตอบสนองสัญญาณฉับพลัน

หลอดสูญญากาศเกรดพิเศษของตระกูล 6922 โดยผู้ผลิตหลอดในตำนาน Western Electric

Western Electric เปิดตัวหลอด WE396A เมื่อปี 1946 จากนั้น GE และอีกหลายผู้ผลิตก็ต่างผลิตหลอดเกรดพิเศษของตระกูล 6922 เพื่อใช้ในงานเสียงคุณภาพสูง หลอดในกลุ่มนี้มีการควบคุมระยะเวลาในการอุ่นไส้หลอดก่อนการทำงาน มีสเป็ค Grid-Current ที่ละเอียด แม่นยำ ตลอดจนการมีสัญญาณรบกวนในรูปแบบต่างๆ ที่ต่ำและที่สำคัญคือคุณภาพเสียงที่นุ่มนวล ละเมียดละไม ให้เสียงที่มีความเป็นธรรมชาติสูง

Class A Solid State, J-FETs and Fully Discrete

ภาคขยายแบบโซลิดสเตทของ Pro iCan นั้นได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันไม่น้อยหน้าภาคขยายแบบสูญญากาศ ด้วยการทำงานในแบบ Class A Tube State Discrete ที่ใช้ J-FET input และภาคขยายถัดมาเป็น Bipolar และ Mosfet-buffered bipolar Class A Power Stage (จะปรับตัวเองเป็น Class AB เมื่อต้องใช้กำลังขับระดับสูงกับหูฟังความต้านทานต่ำ) การทำงานในรูปแบบนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นการทำงานในแบบ “Tri-Brid” ที่ในแต่ละภาคส่วนนั้นให้คุณภาพทางเสียงดีที่สุดในขณะที่ให้ผลกระทบในทางลบน้อยที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นการทำงานของวงจรยังเป็นแบบ DC Coupled ที่ไม่ใช้ตัวเก็บประจุใดๆ ในทางเดินสัญญาณเสียงอันจะเป็นตัวบั่นทอนคุณภาพเสียงให้แย่ลง

3D Holographic ไม่ใช่แค่หนึ่งแต่มีถึง 2 วงจรทำงาน

3D Holographic สำหรับหูฟังที่ใช้ไม่ใช่การทำงานในแบบ Cross-Feed แบบทั่วๆ ไป ที่ใช้วงจร DSP เพื่อสร้างผลทางเสียง ให้ผู้ฟังรู้สึกถึงความกว้างขวาง โอ่โถงของเสียง แต่ยังให้เสียงที่ไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเท่าที่ควร แม้ว่าจะฟังดูน่าตื่นเต้นเมื่อเริ่มฟังแต่ฟังได้ไม่นานก็จะเกิดอาการล้าหูอย่างรวดเร็ว

ระบบ 3D Holographic สำหรับหูฟังที่ Pro iCan ใช้นั้นไม่เพียงแต่ให้เสียงที่หลุดออกจากหัว แต่ยังให้รูปวงที่ใกล้เคียงกับการฟังเพลงจากลำโพงในห้องเป็นอย่างมากอีกด้วย คุณภาพเสียงที่ได้รับนั้นดีเยี่ยมโดยไม่มีการเพิ่มเสียง Reverb เพื่อให้ดูกว้างแต่ขาดความเป็นธรรมชาติ ระบบ 3D Holographic ที่ใช้นี้เป็นระบบแรกที่ใช้งานได้ผลจริงกับสินค้าสำหรับผู้บริโภคที่ไม่ใช่ตลาดเครื่องเสียงมืออาชีพ

3D Holographic สามารถใช้งานได้หลายระดับตามนี้

ปิดการทำงาน

ลำโพงทำมุม 30 องศา

ลำโพงทำมุม 60 องศา

ลำโพงทำมุม 90 องศา

3D Holographic Sound สำหรับหูฟัง

การบันทึกเสียงแบบ Stereophonic นั้นได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในช่วงปี 1950 โดยในช่วงแรกนั้นเมื่อนำการบันทึกเสียงแบบนี้มาใช้กับหูฟังมักจะเกิดปัญหาเสียงจัดจ้านเกินพอดี ผู้ที่นำปัญหานี้มาอธิบายอย่างเป็นทางการก็คือ Benjamin B.Baver ของบริษัท CBS ตามมาด้วยพี่น้องตระกูล Shure ที่กล่าวไว้ว่าเป็นความเพี้ยนแบบ “Gross Distortion in Space Perspective” ที่ต่อมามีชื่อเรียกว่า “In-head Localisation” BB Baver ได้เสนอวงจรที่แก้ปัญหานี้ที่มีความคล้ายคลึงกับวงจร Stereosonic ที่คิดค้นโดย Bluelein หากแต่มีความต่างกันในรายละเอียดปลีกย่อย การยอมรับของวงจรการทำงานนี้ค่อยๆ ถูกลืมไปจนกระทั่งยุค 1980 การฟังเพลงจากหูฟังนั้นมีความเฟื่องฟูขึ้นเป็นอย่างมากด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของ Sony ที่ออกเครื่องเล่นคาสเซ็ตพกพาในนาม “Walkman” การนำวงจรแก้ไขปัญหาของ Baur/CBS ถูกนำกลับมาปัดฝุ่นอีกครั้งและเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Crossfeed

อย่างไรก็ตามแม้วงจร“In-head Localisation” จะแก้ไขปัญหาได้อย่างน่าพอใจ แต่ก็มีผลกระทบที่ตามติดมาด้วยนั่นคืออาการเสียงแบบ “Wide Mono” หรือเสียงโมโนแบบกว้างที่ให้เสียงได้กว้างแบบไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเท่าใดนัก

ดังนั้นระบบ Crossfeed ของ Baur/CBS จึงยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการแก้ปัญหาโดยทั้งหมด มีความพยามยามในการใช้วงจร DSP เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพเสียง แต่เมื่อเอาเข้าจริงก็กลับกลายเป็นตัวบิดเบือนคุณภาพความเที่ยงตรงของสัญญาณต้นทางไปมากกว่าจะเป็นตัวยกระดับคุณภาพเสียงตามที่กล่าว

iFi ตระหนักดีถึงปัญหาและใช้ความพยายามในการศึกษาถึงปัญหาและทางแก้ไขเพื่อที่จะได้มาซึ่งเสียงที่มีความเป็นธรรมชาติและกว้างดุจการฟังจากลำโพงในห้อง และระบบ 3D Holographic สำหรับหูฟังที่ไม่ใช่ Crossfeed ก็เกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์การฟังที่เป็นธรรมชาติดุจการฟังจากลำโพงบ้านชั้นดีในแบบหูฟังที่สะดวกในการพกพา

 3D Holographic สำหรับลำโพงคือวงจรการทำงานแบบอนาล็อกที่มีหน้าที่หลัก 2 อย่างคือ

  • แก้ปัญหาความเพี้ยนของการกระจายเสียงแบบสเตอริโอ
  • เพิ่มความกว้างและลึกให้มากกว่าตำแหน่งที่ตั้งลำโพงที่เป็นอยู่

ระดับในการใช้งานต่างๆ

ปิดการทำงาน

+ (ความลึกของการบันทึกเดิม

30+ (เสียงแบบต้นฉบับ +30 องศา)

60+ (เสียงแบบต้นฉบับ +60 องศา)

3D Holographic สำหรับลำโพง

วงจรนี้ช่วยแก้ความเพี้ยนของสนามเสียงที่เกิดขึ้นจากการบันทึกผ่านไมโครโฟนและการเล่นกลับผ่านลำโพง ความเพี้ยนของสนามเสียงนี้เคยถูกอธิบายไว้ในอดีตโดย Alan Dower Blumlein (ผู้คิดค้นเสียงสเตอริโอ) และต่อมาได้ถูกแก้ไขเพิ่มเติมโดย EMI ในยุคแรกของการบันทึกเสียงแบบสเตอริโอ

วงจรเสียงสเตอริโอในยุคแรกนั้นค่อนข้างจะให้เวทีเสียงที่แคบ และมักจะมีการชดเชยรูปแบบเสียงที่มากเกินความพอดีจนทำให้ฟังดูไม่เป็นธรรมชาติ วงจรเสียง 3D Holographic ของ iFi หลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าว อีกทั้งยังช่วยยกระดับความกว้างของเวทีเสียงได้ดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ สามารถใช้เพื่อยกระดับคุณภาพเสียงให้ดีขึ้นอย่างจริงจังได้แน่นอน

XBass ฟังก์ชั่นปรับจูนชดเชยความถี่ต่ำเพื่อความสมบูรณ์ของเสียง

หูฟังแต่ละรุ่นตอบสนองความถี่ได้ต่างกัน อีกทั้งการบันทึกเสียงที่มีความแตกต่างกันจนเป็นเรื่องปกติ XBass เป็นวงจรปรับเสียงแบบอนาล็อกที่ให้คุณภาพเสียงเหนือกว่าระบบ DSP XBass มีความแตกต่างจาก Tone Control โดยสามารถบูสท์เสียงได้ไม่น้อยไปกว่า 12 dB ที่ 10/ 20/ 40 Hz

อุปกรณ์เกรดสูงทั่วทั้งเครื่อง

Pro iCan ใช้อุปกรณ์เกรดสูงอย่างที่ใช้กับเครื่อง Hi-End ราคาแพง อาทิตัวเก็บประจุ TDK COG Type ตัวต้านทานชนิด Thin Film ของ Vishay MELF อุปกรณ์เหล่านี้ออกแบบมาเพื่อการใช้งานกับภาคเสียงที่ต้องการความเพี้ยนต่ำสุดโดยตรง

ภาคจ่ายไฟของ Pro iCan ใช้ตัวเก็บประจุ Elna Silmic II ที่ใช้ฉนวน Silk Fiber Paper ที่ช่วยลดความเพี้ยนแบบ Odd-Order และสามารถลดการเกิดสัญญาณรบกวนในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Pro iCan แม้มีขนาดเล็กกะทัดรัด หากแต่อัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์เกรดสูง อาทิ แผ่น PCB ชนิด 4 Layer ที่ทรงประสิทธิภาพ การจัดวงจรการทำงานที่สมบูรณ์แบบตลอดจนระบบกราวด์ที่ดีเยี่ยม ทุกพื้นที่ภายในเครื่องถูกใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า โดยไม่เหลือที่ว่างไว้ให้ทำอย่างอื่นได้อีกเลย นี่คืออุปกรณ์ระดับสูงสุดของ iFi ที่อาจเป็นอุปกรณ์ที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

คุณสมบัติทางเทคนิค

อัตราขยาย 0 dB, 9 dB และ 18 dB ผู้ใช้เลือกปรับได้

การตอบสนองความถี่ 0.5 Hz – 500 KHz (-3 dB)

ความเพี้ยน Solid State น้อยกว่า 0.0015% / 0.005%

(Balanced/ Single Ended) Tube น้อยกว่า 0.002% / 0.005%

Tube+ น้อยกว่า 0.012% / 0.2%

อัตราส่วนเสียงต่อสัญญาณรบกวน มากกว่า 147 dB (A) / มากกว่า 137 dB (A)

(Balanced/ Single Ended)

กำลังขับ (16 โอห์ม) มากกว่า 14,000 mW / 4,800 mW

(Balanced/ Single Ended)

ความแรงสัญญาณ (600 โอห์ม) มากกว่า 23 V / 11.5 V

(Balanced/ Single Ended)

แรงดันขาเข้า (Pro iCan) DC 9 V/ 6.7 A – 18 V/ 3.35 A

แรงดันขาเข้า (iPower Plus) AC 85 – 265 V, 50/ 60 Hz

กำลังไฟ น้อยกว่าหรือเท่ากับ 22 W idle, 50 W Max.

ขนาด 213 x 192.5 x 63.3 มม. (ยาว x กว้าง x สูง)

น้ำหนัก 1.93 กิโลกรัม (4.3 ปอนด์)

เงื่อนไขการทดสอบ

อัตราขยาย = 0 dB, 0.775 V (0 dBu) 300 โอห์มหรือตามที่ระบุ

SNR Balanced Re 23 V

SNR SE Re 11.5 V

iFi Audio - Pro iCAN
฿62,900
iFi Audio – Pro iCan แอมป์หูฟังในซีรีส์ Pro อันเป็นสายการผลิตในระดับสูงสุดของ iFiPro iCan เป็นแอมป์หูฟังคุณภาพระดับสตูดิโอและเป็นปรีแอม์ชนิด Line Stage คุณภาพระดับออดิโอไฟล์ในเครื่องเดียวกัน..
฿62,900
แสดง 1 ถึง 4 จากทั้งหมด 4 รายการ (1 หน้า)